ReadyPlanet.com
dot
dot


  [Help]
dot
dot
dot
bulletGunstactics
bulletเวบบอร์ดสนทนาภาษาปืน
bulletระบบตรวจสอบใบอนุญาต ป.3


Kimber
Colt
Smith & Wesson
Sig Arms
Glock
Walther
Remington
cz-usa
GSG
Anschutz


ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอาวุธปืนลูกซอง article
Date 10/09/2010   22:16:52

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอาวุธปืนลูกซอง

           มีข้อเท็จจริงหลายประการเกี่ยวกับปืนลูกซองที่ยังมีการเข้าใจกันผิดๆ บางเรื่องก็เป็นสิ่งที่หลายท่านไม่อาจหาคำอธิบายได้ ความเข้าใจผิดบางประการส่งผลให้การใช้งานในปืนลูกซองไม่สัมฤทธิ์ผลเท่าที่ควร ผู้ที่จะใช้ปืนลูกซองอย่างได้ผลจึงจำเป็นต้องเรียนรู้และศึกษาข้อเท็จจริงของปืนลูกซองให้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง ความเข้าใจที่ผิดๆ สาเหตุประการหนึ่งมาจากคำบอกเล่าที่กล่าวต่อๆ กันมา โดยปราศจากการศึกษาอย่างแท้จริง ต่อไปนี้คือสิ่งที่มัเข้าใจผิดกันอยู่เสมอ
 
1. แรงถีบ
 
               บางครั้งจะรู้สึกว่าในการยิงปืนลูกซองบางกระบอกมีแรงถีบหรือแรงรีคอล์ยหนักหน่วงกว่าปืนยี่ห้ออื่นๆ ทั้งที่ใช้กระสุนแบบเดียวกัน มีน้ำหนักตัวปืนและความยาวลำกล้องใกล้เคียงกัน สาเหตุเกิดขึ้นมาจากการออกแบบพานท้ายที่ไม่ถูกหลัก พานท้ายแบบปืนคออ่อนจะก่อให้เกิดแรงถียที่หนักหน่วงกว่าปืนคอแข็ง โช้คที่ใช้แต่ละประเภทก็ให้แรงถีบที่แตกต่างกัน โดยลำกล้องแบบฟูลล์ โช้คจะถีบหนักสุด ในปืนกระบอกเดียวกันในการยิงของบางคนจะเกิดแรงรีคอล์ยที่หนักหน่วงมากจนน่ากลัว ในขณะที่บางคนสามารถควบคุมแรงรีคอล์ยได้ดี เหตุผลหลักมาจากการประทับและการจับปืนที่ไม่ถูกต้อง ส่งผลให้การถ่ายแรงเข้าใส่บ่าของผู้ยิงมีความแตกต่างกัน การประทับป่ายิงจะต้องมั่นคงดึงพานท้ายเข้ามาให้เต็มร่องไหล่และต้องกดแนบใบหน้ากับพานท้าย หากใบหน้าห่างจากพานท้ายเมื่อกระสุนระเบิดออกไปพานท้ายจะตบแก้มอย่างรุนแรง ในปืนลูกซองขนาด 12 เกจ ความยาวรังเพลิง 2 ¾ นิ้ว ยิงด้วยกระสุนลูกปรายแบบแข่งขันน้ำหนัก 1 ออนซ์ มีความเร็วต้นที่ 1,180 ฟุต/วินาที ในตัวปืนน้ำหนัก 7.5 ปอนด์หรือ 3,380 กรัมจะมีแรงรีคอล์ยกระทำต่อผู้ยิงเท่ากับ 17.3 ฟุต/ปอนด์ ใกล้เคียงกับการยิงปืนไรเฟิลขนาด .270 ในขณะเดียวกันหากยิงด้วยกระสุนลูกปราย 1 ออนซ์ที่เร่งความเร็วขึ้นไปเป็น 1,290 ฟุต/วินาทีก็จะก่อให้เกิดแรงถีบ 20.8 ฟุต/ปอนด์หรือเทียบเท่ากับกระสุนไรเฟิลขนาด .30/06
กระสุนแบบฐานสูงที่บรรจุลูกปรายหนัก 1 ¼ ออนซ์ที่ให้ความเร็วต้น 1,330 ฟุต/วินาทีเมื่อยิงด้วยปืนที่หนัก 3,380 กรัมจะมีแรงถีบกระทำต่อผู้ยิง 36.4 ฟุต/ปอนด์ ใกล้เคียงกับการยิงด้วยไรเฟิลขนาด .300 อัลตร้า แม็กนั่ม เมื่อยิงด้วยกระสุน 2 ¾ แม็กนั่มบรรจุลูกปลายหนัก 1 ½ ออนซ์ มีความเร็วต้นที่ 1,260 ฟุต/วินาทีในปืนน้ำหนัก 3,380 กรัมจะมีแรงถีบ 45.9 ฟุต/ปอนด์ ใกล้เคียงกับการยิงกระสุน .357 แม็กนั่ม 300 เกรน แรงถีบจะเริ่มดุเดือดมากขึ้นเมื่อยิงด้วยกระสุน 3 นิ้วแม็กนั่มที่บรรจุลูกปราย 1 7/8 ออนซ์ ซึ่งมีความเร็วต้นที่ 1,210 ฟุต/วินาทีในตัวน้ำหนัก 3,380 กรัมจะแรงถีบ 60 ฟุต/ปอนด์ ใกล้เคียงกับการยิงด้วยกระสุน .378 เวเธ่อร์บี แม็กนั่มซึ่งเตะหนักหน่วงและรุนแรงกว่ากระสุนขนาด .458 วินเชสเต้อร์แม็กนั่ม แต่แรงถีบหรืออาการเตะของปืนลูกซองที่กระทำต่อผู้ยิงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว มีความคมและกระแทกกระทั้นกว่ามีอาการพลิกดิ้นผสมมาด้วยหากประทับปืนไม่แน่นพอ ในขณะที่แรงรีคอล์ยของปืนส่วนใหญ่จะเป็นการถีบถอยหลังมาตรงๆ และค่อนข้างนุ่มนวลกว่า หากประทับไหล่และจัดท่ายิงอย่างถูกวิธีการยิงปืนลูกซองก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าหวาดกลัวแต่อย่างใด
 
                                                           ตารางแรงถีบปืนลูกซอง
 
 เกจ         ความยาวปลอก             น้ำหนักหัวกระสุน              ความเร็วต้น             น้ำหนักตัวปืน / ปอนด์            แรงถีบ/ฟุต-ปอนด์
.410                2.5"                       1/2 ออนซ์                         1,200                                 5.5                                   7.1
.410                3"                          1 1/16 ออนซ์                    1,135                                 5.5                                  10.5
 28                  2.75"                     3/4 ออนซ์                         1,200                                 6.0                                  12.8
 20                  2.75"                     7/8 ออนซ์                         1,200                                 6.5                                  16.1
 20                  2.75"                     1 ออนซ์                            1,220                                 6.5                                  21.0
 20                  2.75"                     1 1/8 ออนซ์                      1,175                                 6.5                                  25.0
 20                  3"                          1/4 ออนซ์                         1,185                                 6.5                                  31.0
 16                  2.75"                     1 ออนซ์                            1,220                                 7.0                                  21.5
 16                  2.75"                     1 1/8 ออนซ์                      1,240                                 7.0                                  27.6
 12                  2.75"                     1 ออนซ์                            1,180                                 7.5                                  17.3
 12                  2.75"                     1 1/8 ออนซ์                      1,200                                 7.5                                  23.0
 12                  2.75"                     1 1/4 ออนซ์                      1,330                                 7.5                                  32.0
 12                  2.75"                     1 1/2 ออนซ์                      1,260                                 7.5                                  45.0
 12                  3"                          1 5/8 ออนซ์                      1,280                                 7.5                                  52.0
 12                  3"                          1 7/8 ออนซ์                      1,210                                 8.8                                  54.0
 10                  3.5"                       2 1/4 ออนซ์                      1,210                               10.5                                  62.9
 
หมายเหตุ : สูตรการคำนวณแรงถีบของปืนจาก Lyman Reloading Handbook, 43rd Edition
                                E = ½(Wr/32) (WbxMV+4700xWp/7000xWr)squared
                                E = แรงรีคอล์ยมีหน่วยเป็นฟุต/ปอนด์
                                Wr = น้ำหนักตัวปืนหน่วยเป็นปอนด์
                                Wb = น้ำหนักหัวกระสุน+น้ำหนักหมอนรองหัวกระสุนหน่วยเป็นเกรน
                                MV = ความเร็วปากลำกล้องหน่วยเป็นฟุต/วินาที
                                Wp = น้ำหนักดินขับหน่วยเป็นเกรน
 
2. ความยาวของลำกล้อง
 
               ดินขับควันน้อยสมัยใหม่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาและนำมาใช้ในกระสุนปืนลูกซองให้ความเร็วของกระสุนลูกปลายสูงสุดที่ความยาวลำกล้องระหว่าง 20-22 นิ้ว ในความยาวขนาดนี้อาจจะแลดูไม่สมดุลและไม่สวยงามนักผู้ผลิตจึงผลิตลำกล้องให้ยาวออกไปอีก แต่ถ้าหากลำกล้องยาวมากเกินไปจะส่งผลให้ความเร็วของกระสุนลูกปรายลดน้อยลง เนื่องจากแรงต้านจากการเสียดสีระหว่างเม็ดลูกปรายกับลำกล้อง
ในปืนลูกซองที่มีลำกล้องสั้นให้ความเร็วในการวาดจับเป้าหมายได้เร็วกว่าปืนลูกซองที่มีลำกล้องยาวมากๆด้วยเหตุผลดังกล่าวผู้ผลิตปืนปืนลูกซองส่วนใหญ่จึงผลิตปืนอีกโมเดลที่มีลำกล้องยาวเป็นพิเศษอาจจะยาวถึง 36 นิ้ว สำหรับผู้ที่ต้องการปืนลำกล้องยาวๆด้วยความเชื่อมั่นว่าจะยิงได้ดีกว่าปืนลำกล้องสั้นทั้งที่ความเป็นจริงแล้วให้เพียงแค่ค่าความรู้สึกเท่านั้น
ไม่ใช่เรื่องผิดที่จะเลือกปืนที่มีลำกล้องยาวขนาดนั้น ถ้าหากมันจะทำให้มีความรู้สึกเชื่อมั่นมากขึ้นทั้งที่ในด้านของขีปนวิถีของกระสุนแล้ว หาได้มีความเหนือชั้นไปกว่าปืนลูกซองที่มีลำกล้องสั้นแต่อย่างใด ตรงข้ามปืนยิ่งลำกล้องยาวก็จะก่อให้เกิดแรงถีบที่หนักหน่วงมากขึ้นเพราะกระสุนใช้เวลาเดินทางอยู่ในลำกล้องนานกว่าที่จะหลุดพ้นออกจากปากกระบอกปืน
 
3.ความเร็วของเม็ดลูกปราย
 
                ระยะยิงในแบบหวังผลและความเร็วของปืนลูกซองไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดของเกจอย่างที่หลายคนเข้าใจกันว่ากระสุนลูกซองที่มีเกจใหญ่กว่าจะให้ความเร็วของกระสุนลูกปรายสูงกว่า เช่นเดียวกับความเชื่อที่ว่ากระสุนลูกซองที่มีขนาดเกจเล็กกว่าจะให้ความเร็วกระสุนลูกปรายมากกว่า ความเข้าใจผิดพลาดด้วยกันทั้งคู่ 
                ความเร็วเฉลี่ยของกระสุนปืนลูกซองในขนาดเกจที่ต่างกัน เช่น 10,12,16 หรือ 20 เกจที่มีความใกล้เคียงกันกระสุนที่มีเกจใหญ่ไม่ได้ให้ระยะหวังผลที่ไกลกว่าแต่อย่างใด แต่ขึ้นอยู่กับรูปแบบของม่านกระสุนและความหนาแน่นของเม็ดกระสุน เช่นเมื่อยิงที่นกพิราบที่กำลังบินหนนีออกไปในระยะ 40-50 หลา ด้วยกระสุนลูกปรายขนาด .410 โอกาสที่นกจะบินพ้นออกไปจากม่านกระสุนโดยไม่ถูกต้องตัวเลยมีตวามเป็นไปได้สูง เพราะเม็ดกระสุนลูกปรายของกระสุนขนาด .410 มีจำนวนน้อย
                ในเงื่อนไขเดียวกันหากยิงด้วยกระสุนขนาด 20 เกจในเบอร์เดียวกับ .410 นกพิราบก็มีโอกาสที่จะถูกกระสุนมากกว่า เพราะในม่านกระสุนที่ถูกยิงออกไปมีจำนวนเม็ดกระสุนที่มีความหนาแน่นมากกว่า ยิ่งถ้ายิงด้วยขนาด 12 เกจโอกาสที่นกจะรอดพ้นจากม่านลูกปรายแทบไม่มีเลย เพราะกระสุนขนาด 12 เกจบรรจุกระสุนลูกปรายเอาไว้มากกว่าขนาดอื่นๆ ที่มีเบอร์กระสุนเดียวกันเนื่องจากมีจำนวนของเม็ดลูกปรายที่มากกว่าย่อมมีม่านกระสุนที่หนาแน่นกว่า
 
4.โช้ค
 
                ในปืนที่มีขนาดโช้คเหมือนกันจะให้ความหนาแน่นของม่านกระสุนใกล้เคียงกันในระยะเท่าๆ กันอย่างไรก็ตามแต่ความหนาแน่นของกลุ่มกระสุน จำนวนเม็ดกระสุนในม่านกระสุนจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับขนาดของเกจ กระสุนที่เกจที่ใหญ่กว่าจะบรรจุกระสุนลูกปรายได้มากกว่าก็ย่อมให้ความหนาแน่นของเม็ดกระสุนที่มากกว่าเนื่องจากการวัดขนาดของโช้คจะพิจารณาจำนวนเม็ดของกระสุนที่อยู่ในวงกลมของเป้าที่เท่ากันโดยคิดคำนวณออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์
 
5.การตัดลำกล้อง
 
                มีผู้ใช้ปืนลูกซองจำนวนไม่น้อยที่นำเอาปืนลูกซองของตนมาตัดลำกล้องเจตนาเพื่อให้มีความกะทัดรัด คล่องตัวมากขึ้นทั้งในการนำพาและการยิงในสถานที่อันจำกัด ตามกฎหมายของสหรัฐอเมริกาห้ามประชาชนมีปืนลูกซองที่มีลำกล้องต่ำกว่า 18 นิ้วไว้ในครอบครอง เนื่องจากสามารถนำพาหรือซุกซ่อนไปได้อย่างมิดชิด นอกจากนี้ก็ยังมีอานุภาพน่ากลัวสำหรับการต่อสู้ในระยะตั้งแต่ 15 เมตรลงมา สำหรับลำกล้องต่ำกว่า 18 นิ้วระยะยิงที่ 25 เมตร แทบหวังผลอะไรไม่ได้แล้วแต่น่ากลัวมากในระยะใกล้
                ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้นำเอาปืนลูกซองมาตัดลำกล้องเหลือแค่ 16 นิ้ว และบางรายตัดลงเหลือเพียง 14 นิ้วซึ่งให้ความคล่องตัวสูงมาก แต่ก็มีข้อเสียตามมาคืออานุภาพกระสุนหรือความเร็วของหัวกระสุนจะลดต่ำลงอย่างมาก เพราะกระสุนลูกซองจะทำงานได้อย่างเต็มประสิทธภาพ ได้ความเร็วหัวกระสุนสูงสุดที่ความยาวลำกล้อง 18-22 นิ้ว
                นอกจากการสูญเสียความเร็วของหัวกระสุนหรือเม็ดลูกปรายแล้ว ม่านกระสุนหรือแพ็ทเทิร์นของเม็ดลูกปรายก็ยังกระจายเปะปะอีกด้วย ยิ่งเป็นการยิงด้วยกระสุนที่ไม่ได้ใช้บั๊ฟเฟ่อร์แบบถ้วยหุ้มเม็ดลูกปรายด้วยแล้วช่องไฟของกระสุนแต่ละเม็ดจะกระจัดกระจายจนแทบหวังผลอะไรไม่ได้เมื่อเลยระยะ 15 เมตรไปแล้ว
                ปืนลูกซองแบบที่ไม่มีโช้คให้ถอดเปลี่ยนได้ส่วนใหญ่มีการสร้างโช้คเอาไว้ที่ปลายลำกล้องเมื่อถูกตัดปลายลำกล้องก็เท่ากับโช้คถูกตัดทิ้งไปด้วยทำให้กลายเป็นปืนที่ไม่มีโช้คหรือเป็นลำกล้องแบบชิลินเด้อร์ ม่านลูกปรายก็จะพลอยเสียไปด้วย
 
6.ไม่ควรยิงปืนลูกซองโดยไม่สวมโช้ค
 
                ในปืนลูกซองที่สามารถถอดเปลี่ยนโช้คได้ไม่ควรยิงกระสุนทุกประเภท โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระสุนลูกโดดโดยที่ถอดเอาโช้คออก เพราะเม็ดลูกปรายโดยเฉพาะลูกปรายขนาดใหญ่และหัวกระสุนลูกโดดจะครูดกับเกลียวภายในลำกล้องอย่างรุนแรงจนได้รับความเสียหายจนอาจไม่สามารถที่จะใส่โช้คได้
                แม้จะเป็นกระสุนลูกปรายที่ใช้บั๊ฟเฟ่อร์พลาสติกที่ออกแบบให้เป็นถ้วยอุ้มเม็ดลูกปรายไว้ซึ่งลดโอกาสที่ลูกปรายจะเสียดสีกับตัวลำกล้องและเกลียวของโช้ค แต่ตัวถ้วยพลาสติกก็จะครูดเสียดสีกับเกลียวที่ปรายลำกล้องประกอบกับความร้อนที่เกิดขึ้นจากการเผาไหม้ของดินขับจะทำให้พลาสติกหลอมเหลวติดฝังอยู่ตามร่องเกลียวยากแก่การทำความสะอาด
 
7.การเรียกขนาดกระสุน
 
                ในบ้านเราการเรียกเบอร์กระสุนของปืนลูกซองค่อนข้างสับสน ไม่เป็นไปตามมาตรฐานของกระสุนที่มีการกำหนดเบอร์ไว้อย่างแน่นอน นอกจากนี้ในบ้านเราก็ยังรู้จักกระสุนปืนลูกซองกันเพียงไม่กี่เบอร์
                การเรียกชื่อกระสุนลูกซองที่ถูกต้อง ต้องระบุขนาดเกจก่อนแล้วตามด้วยเบอร์ เพราะในแต่ละเกจเช่น 12 เกจ 14 เกจ 16 เกจหหรือ 20 เกจก็จะแบ่งแยกย่อยออกเป็นเบอร์ต่างๆเช่น บีบี, บีบีบี, เบอร์ 2, เบอร์ 4, เบอร์ 5, เบอร์ 6, เบอร์7 ½ เบอร์ 8, เบอร์ 8 ½, เบอร์ 9, และเบอร์ 12 วึ่งเป็นเบอร์ที่เล็กที่สุดเม็ดลูกปรายเส้นผ่าศูนย์กลางเพียงแค่ 0.05 นิ้วหรือ 1.27 มม. เท่านั้น
                ในข่าวทางหนังสือพิมพ์ทีวีเรามักจะได้ยินคำว่ากระสุนลูกซองเบอร์ 12 อยู่เสมอทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วคือกระสุนขนาด 12 เกจแบบเอสจีซึ่งบรรจุลูกปรายไว้ 9 เม็ด ส่วนกระสุนขนาด 12 เกจ เบอร์ 12 นั้นบรรจุลูกปรายไว้ 2,300 เม็ด ในน้ำหนักลูกปรายหนึ่งออนซ์หรือ 2,875 เม็ด หากใช้น้ำหนักลูกปราย 1 ¼ ออนซ์ ซึ่งเล็กจิ๋วจนไม่สามารถสังหารคนได้ยกเว้นการจ่อยิงชนิดกดปากกระบอกติดร่างกาย
 
8.ลูกเก้าคือกระสุนเบอร์อะไร?
 
                กระสุนลูกซองที่ใช้ในการต่อสู้ป้องกันตัวประเภทลูกปรายขนาดใหญ่คนไทยยุคเก่านิยมเรียกตามระบบอังกฤษมากกว่าอเมริกัน เนื่องจากกระสุนปืนลูกซองที่มีเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยในช่วงแรกๆ ส่วนใหญ่เป็นของยี่ห้ออีเล่ย์ของประเทศอังกฤษ เริ่มในขนาดใหญ่สุดคือ แอลจี (LG) มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.3598 นิ้ว ในหนึ่งออนซ์บรรจุลูกปราย 6 เม็ด กระสุนแบบเอ็มจี (MG) มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.3465 นิ้ว ในหนึ่งออนซ์มีเม็ดลูกปราย 7 เม็ด กระสุนเอสจี (SG) มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.3314 นิ้ว ในหนึ่งออนซ์บรรจุเม็ดลูกปลาย 8 เม็ด และ กระสุนสเปเชียลเอสจี (Special SG) มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.2981 นิ้ว ในหนึ่งออนซ์มีเม็ดลูกปลาย 11 จากนั้นก็ยังแบ่งแยกย่อยออกเป็นเอสเอสจี (SSG), เอสเอสเอสจี (SSSG), เอสเอสเอสเอสจี (SSSSG), เอสเอสเอสเอสเอสจี (SSSSSG) ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มของเม็ดลูกปลายขนาดใหญ่
                ในขณะที่กระสุนลูกปรายขนาดใหญ่ของอเมริกันเรียกว่า “บั๊ค ช็อต” (Buck Shot) หรือกระสุนสำหรับการล่ากวางซึ่งกลายมาเป็นกระสุนชั้นเยี่ยมในการต่อสู้ระหว่างมนุษย์ต่อมนุษย์เริ่มขนาดใหญ่สุดคือ โอโอโอ บั๊ค (OOO Buck) มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.36 นิ้วเทียบเท่ากับกระสุนแบบเอลจี ถัดมาก็คือ โอโอ บั๊ค (OO Buck) มีเส้นผ่าศุนย์กลาง 0.33 นิ้วเทียบกับกระสุนเอสจี ในหนึ่งออนซ์บรรจุเม็ดลูกปราย 8 เม็ดเท่ากัน ส่วนกระสุน โอ บั๊ค (O Buck) มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.32 นิ้วในหนึ่งออนซ์บรรจุลูกปราย 9 เม็ด (ในน้ำหนักหัวกระสุน 1 ออนซ์มีจำนวนเม็ดลูกปราย 9 เม็ด ไม่ใช่ในหนึ่งนัดมีลูกปราย 9 เม็ด) จากนั้นก็ยังมีการแบ่งเบอร์กระสุนแยกย้อยลงไปอีก เช่น 1 บั๊ค, 2 บั๊ค, 3 บั๊ค และ 4 บั๊ค ซึ่งยังคงจัดอยู่ในกลุ่มของเม็ดลูกปรายขนาดใหญ่เช่นเดียวกัน
                กระสุนลูกเก้าที่ชาวบ้านนิยมเรียกกัน ความจริงก็คือกระสุนเอสจีหรือโอโอ บั๊ค นั่นเอง คือในหนึ่งนัดบรรจุหัวกระสุนลูกปรายหนัก 1 ¼ ออนซ์ มีเม็ดลูกปรายรวม 9 เม็ด
                ส่วนกระสุนบีบี (BB) เป็นกระสุนที่นิยมใช้ในการแข่งขันลูกซองรณยุทธ์และการยิงเป้าบินทั้งประเภทแทร็ปและสกิ๊ตในมาตรฐานอเมริกันและมาตรฐานอังกฤษไม่เท่ากัน ในมาตรฐานอเมริกาใช้เม็ดลูกปรายเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.18 นิ้วในหนึ่งออนซ์มีเม็ดลูกปราย 50 เม็ด ส่วนมาตรฐานอังกฤษใช้ลูกปรายเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.1608 นิ้ว ในน้ำหนัก 1 ออนซ์ มีเม็ดลูกปราย 70 เม็ด
                ส่วนที่ชาวบ้านเรียกว่า “ลูกร้อย” ก็คือกระสุนเบอร์ 4 หรือ เบอร์ 5 ซึ่งเป็นกระสุนที่นิยมใช้ในการล่าสัตว์ปีก โดยเข้าใจว่าใส่กระสุนไว้ 100 เม็ด แต่ในความเป็นจริงแล้วในน้ำหนักหัวกระสุน 1 ออนซ์ มีเม็ดลูกปรายเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.148-0.129 นิ้วอยู่ 135-170 เม็ด ส่วนเม็ดลูกปรายทั้งหมดใน 1 นัด มีอยู่เท่าไหร่สามารถคำนวณหาได้จากสูตรการคำนวณเม็ดลูกปราย
 
9. ความยาวปลอก?
 
                การวัดความยาวปลอกกระสุนลูกซองมีความแตกต่างไปจากการวัดความยาวของกระสุนปืนไรเฟิ่ลหรือปืนสั้น ในกระสุนลูกซองแต่ละขนาดเกจจะมีความยาวปลอกที่แตกต่างกันออกไปอย่างเช่นกระสุนขนาด 12 เกจ มีความยาวปลอกตั้งแต่ 2 ¾ นิ้ว, 3 นิ้ว และ 3 ½ นิ้ว ความยาวปลอกหมายถึงความยาวปลอกของรังเพลิง แต่ความยาวปลอกในที่นี้หมายถึงความยาวปลอกกระสุนที่ยิงออกไปแล้วหรือไฟร์ด เล้นท์ (Fired Length) ไม่ใช่ความยาวปลอกของกระสุนทั้งนัดที่ยังไม่ได้ยิงหรือโหลดด์ เล็นท์ (Loaded Length)
                ในกระสุนขนาดเกจเดียวกัน กระสุนที่มีความยาวปลอกมากกว่าย่อมเป็นกระสุนที่มีอานุภาพรุนแรงกว่า เพราะสามารถบรรจุดินขับและเม็ดลูกปรายเข้าไว้ได้มากกว่าในปลอกที่ยาวกว่าสิ่งสำคัญที่ต้องจะให้ขึ้นในก็คือ ปืนลูกซองที่มีรังเพลิงยาวสามารถที่จะยิงกระสุนที่มีความยาวปลอกสั้นกว่าได้
 
10. ลำกล้องสั้นถีบกว่าลำกล้องยาว?
 
                ข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่งก็คือ ปืนลูกซองลำกล้องสั้นจะมีแรงถีบน้อยกว่าปืนลูกซองที่มีลำกล้องยาวเมื่อยิงด้วยกระสุนชนิดเดียวกัน เนื่องจากกระสุนพ้นออกจากลำกล้องไปอย่างรวดเร็วและการเผาไหม้ของดินขับยังทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ แต่ความรู้สึกของผู้ยิงอาจไม่แตกต่างกันมากกนักเนื่องจากลำกล้องที่สั้นทำให้มีน้ำหนักตัวปืนเบาลง เมื่อตัวปืนเบาลงเรงกระทำที่จะถ่ายเข้าใส่ผู้ยิงก็เพิ่มขึ้น

ภาพเปรียบเทียบขนาดโช้คต่างๆ ของอาวุธปืนยาวลูกซอง




News/ข่าวสารประชาสัมพันธ์

ขั้นตอนการขออนุญาตซื้ออาวุธปืน Date 30/01/2011   00:38:56 article
กฏแห่งความปลอดภัยเกี่ยวกับอาวุธปืน Date 20/06/2012   01:05:33 article
Otis. The Most Advanced Gun Care System in the World. Date 10/09/2010   22:13:26 article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.

YOTHIN FIREARMS GROUP
43 Burapha Road, Wang Buraphabhirom, Phranakorn
Bangkok   10200 Thailand
Tel :  +66 2 2218328      Fax :  +66 2 2262928
Email : info@yothinfirearms.com
www.yothinfirearms.com